Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *

น้ำในคลองวังซุงยังเน่าเหม็นต่อเนื่อง หลังพบปลาลอยตายเกลื่อนด้านหน่วยงานรัฐแก้ปัญหาด้วยวิธีปล่อยน้ำดิบต้นทุน จากโครงการชลประทานตอนบน ลงมาขับไล่น้ำเสียทิ้งลงสู่แม่น้ำบางปะกง ขณะปลาที่ยังหลงเหลือรอดชีวิต ต่างดำผุดดำว่าย กระโดดขึ้นเหนือน้ำ เพื่อรับอากาศลงไปช่วยหายใจ

      วันที่ 7 ก.ค.59 เวลา 13.30 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงไปตรวจสอบที่บริเวณประตูระบายน้ำกั้นกลางคลองวังซุงในพื้นที่ ม.5 ต.เสม็ดเหนือ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ตามที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านเพิ่มเติมว่า ในลำคลองวังศาลา-วังซุง ยังคงมีปลาลอยตายเกลื่อนลำคลอง และมาติดค้างอยู่ที่บริเวณบานประตู และช่องระบายน้ำของทดที่ขวางกั้นกลางลำน้ำดังกล่าว

      โดยนายสมเกียรติ พิมพ์สี อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/5 ม.1 ต.เสม็ดเหนือ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เริ่มมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งนำโดยปลัดอาวุโส อ.บางคล้า ลงพื้นที่เข้ามาตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาน้ำในคลองวังซุงเน่าเหม็นแล้ว ด้วยวิธีการปล่อยระบายน้ำดิบต้นทุนจากคลองชลประทาน ที่อยู่ทางตอนบนลงมาผลักดันให้น้ำที่ดำเน่าเสียในลำคลองนั้น ไหลทิ้งลงไปสู่แม่น้ำบางปะกงแล้ว

    โดยได้ทำการเปิดประตูทดปิดกั้นน้ำเค็ม ที่สร้างขวางกั้นกลางลำคลองทุกแห่ง เพื่อให้น้ำดีที่ถูกปล่อยระบายลงมาช่วยผลักดันน้ำเสียออกไปได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันในลำคลองยังคงพบซากปลาหลากหลายชนิดลอยตายเกลื่อน ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน ปลาช่อน และปลาหมอ ลอยเน่าเรียงรายอยู่ตามชายคลอง

      ในขณะที่ซากของปลาเน่าบางส่วน ได้ไหลลอยออกไปตามน้ำทิ้งจนเกือบหมดแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่า ได้มีปลาบางชนิด เช่น ปลาช่อน และปลาหมอ ที่มีความทนทานต่อน้ำเสียได้ดีกว่าปลาชนิดอื่นๆ ยังคงกระโดดขึ้นเหนือน้ำ และดำผุดดำว่ายขึ้นมาเพื่อรับเอาอากาศด้านบนผิวน้ำลงไปหายใจ อยู่ตลอดเวลา และหลังจากที่มีการใช้น้ำดิบต้นทุนผลักดันน้ำเสียออกไป สภาพน้ำในลำคลองจึงเริ่มใสขึ้นมาบ้างแล้วตามลำดับ นายสมเกียรติ กล่าว

credit : http://www.siamrath.co.th/web/?q=%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99

 

เต็มแล้วจ้า! บ่อขยะทน.โคราช ร้องแก้กลับไม่คืบ แถมเพิ่มขึ้นทำน้ำเน่าเสีย-เหม็นแสบจมูก

วันที่ 6 กรกฎาคม เมื่อช่วงสายวันนี้ สืบเนื่องจากมีผู้ใช้ชื่อ “Jamlong Mahingsadet” ได้โพสต์ข้อมูลและแชร์ในเฟซบุ๊ก กลุ่มข่าวคนโคราชบ้านเอ็ง เป็นภาพบ่อขยะพร้อมระบุข้อความว่า “บ่อขยะเทศบาลนคร นครราชสีมา เต็มแล้วครับ กลิ่นเหม็นมาก ถนนที่ชาวบ้านสัญจร เต็มไปด้วยขยะอย่างที่เห็น น้ำเน่าไหลลงอ่างเก็บน้ำหนองปลิง ทนมามากแล้วครับ ใครจะช่วยผมได้บ้าง”

ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อกับผู้ที่โพสต์ข้อความและเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในสถานที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา ตั้งอยู่ในพื้นที่กองทัพบก เขต ต.โพธิ์กลาง รอยต่อกับ ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง โดยมีนายจำลอง มหิงษาเดช ผู้ใหญ่บ้านหนองปลิงใหม่ หมู่ 9 ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง ผู้โพสต์ข้อความและชาวบ้านได้มายืนรอ และมีนายกฤษณธร เลิศสำโรง ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.เมืองนครราชสีมา พร้อม ร.ท.อุทร กองสดี หัวหน้าชุดปฏิบัติการพื้นที่ อ.เมือง สังกัดมณฑลทหารบกที่ 21 (มทบ.21) กองทัพภาคที่ 2 ได้มาร่วมสำรวจสภาพปัญหาของบ่อขยะ พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อน เพื่อนำไปรายงานผู้บังคับบัญชาหาแนวทางแก้ไขต่อไป

รายงานระบุว่า ยังพบรถบรรทุกขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งในเขต อ.เมืองและอำเภอใกล้เคียงจำนวนหลายสิบคัน ทยอยนำขยะไปส่งที่ศูนย์กำจัดขยะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคันจะต้องผ่านการชั่งน้ำหนักบรรทุกเพื่อเก็บค่าใช้จ่ายในอัตราตันละ 300 บาท บรรยากาศในศูนย์พื้นที่รวม 87 ไร่ พบกองขยะมูลฝอยสะสมรวมน้ำหนักหลายแสนตัน ซึ่งเป็นขยะที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการกำจัดตามหลักวิชาการ ถูกนำมากองสูงไม่ต่ำกว่า 10 เมตร พร้อมส่งกลิ่นเหม็นโชยคละคลุ้งอย่างรุนแรง ฝูงแมลงวันบินว่อนตอมกองขยะ รวมทั้งมีน้ำเสียในบ่อดักด้านหลังซึ่งใกล้เต็มพื้นที่ความจุ

นายจำลองเปิดเผยว่า ร่วม 10 ปี ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากบ่อขยะ ทน. ทั้งกลิ่นและน้ำเสีย แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่พร้อมสัญญาจะเร่งช่วยเหลือ จนกระทั่งผ่านมา 4 เดือนยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ มีแต่ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นวันละกว่า 200 ตัน สร้างปัญหาทั้งน้ำเน่าเสียและกลิ่นเหม็นแสบจมูก หากฝนตกหนักจะมีน้ำจากกองขยะไหลลงสระน้ำธรรมชาติ ทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำตาย ขณะนี้ชาวบ้านหลายรายได้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ช่วยเหลือเร่งด่วนด้วย

 ด้านนางแดง สมบูรณ์ อายุ 60 ปี กล่าวว่า ชาวบ้านที่มีบ้านพักในละแวกศูนย์กำจัดขยะได้รับผลกระทบจากมลพิษกองขยะ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ผู้มีอำนาจช่วยหาแนวทางจัดการขยะด้วย เพื่อให้พวกเราคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้

ขณะที่นายบุญเหลือ เจริญวัฒน์ รองนายก ทน.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ชี้แจงสถานการณ์ในแต่ละวันว่า จะมีปริมาณขยะถูกนำมากำจัดรวมกว่า 500 ตัน โดยเป็นขยะในพื้นที่ 37.5 ไร่ของ ทน.เฉลี่ย 230 ตัน และขยะจาก อปท.ในพื้นที่ อ.เมือง อ.ขามทะเลสอ อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.โชคชัยบางส่วน รวมทั้งสิ้น 38 แห่ง ถูกนำมาทิ้งกว่า 300 ตัน แต่ระบบที่ออกแบบได้กำหนดระยะเวลา 20 ปีเพื่อรองรับขยะจาก ทน. ซึ่งให้ปุ๋ยอินทรีย์และพลังงานไฟฟ้าเป็นผลผลิตจากการกำจัดแบบครบวงจร รองรับได้ไม่เกิน 230 ตัน จึงมีขยะมูลฝอยตกค้างที่ไม่สามารถกำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้ขยะกว่า 3 แสนตันนำมาฝังกลบใน 6 บ่อ มีปริมาณเต็มพื้นที่ความจุ บางส่วนได้ล้นทะลักออกมา

อย่างไรก็ตาม นายบุญเหลือกล่าวว่า ทน.มิได้นิ่งเฉย ได้ออกแบบศึกษาความเหมาะสม เพื่อดำเนินโครงการเฟส 2 สามารถรองรับขยะให้ได้มากกว่า 600 ตัน ใช้งบดำเนินการประมาณ 2 พันล้านบาท เบื้องต้นได้บรรเทาปัญหาขยะล้น โดยเจรจาขอใช้พื้นที่ 16 ไร่กับกรมธนารักษ์และกองทัพบกเพื่อเปิดสถานที่จัดการขยะโดยฝังกลบ เป็นบ่อที่ 7 หากได้รับอนุญาต ทน.จะดำเนินการทันที อย่างไรก็ตามขอให้ อปท.ที่ขนขยะมาทิ้งร่วมกัน จงตระหนักและส่งเสริมกิจกรรมคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างจริงจัง หรือใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้คุ้มค่า เพื่อลดขยะต้นทางให้ได้แห่งละ 10% หากไม่มีผลปฏิบัติชัดเจน ทน.อาจกำหนดปริมาณการนำขยะทิ้งตามความเหมาะสม

credit: http://www.matichon.co.th/news/202341

"ครม.ปลดล็อกโรงงานเล็ก 60,000 แห่ง ไม่ต้องขอใบอนุญาต ให้อปท.ไปดูกันเอง หวังอำนวยความสะดวกให้เอสเอ็มอี แต่เข้มเพิ่มบทลงโทษคนปล่อยของเสีย ติดคุก 1 ปี เพิ่มค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตจากใบละ 1 แสน เป็น 1 ล้านบาท"

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. โรงงานฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายเก่าที่ใช้มานานกว่า 20 ปี ให้ทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการปลดล็อคให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก ที่มีเครื่องจักรกำลังต่ำกว่า 50 แรงม้า และมีคนงานต่ำกว่า 50 คน รวม 60,000 ราย ไม่ต้องมาอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ และไม่ต้องขออนุญาตประกอบกิจการตาม พรบ. โรงงาน ทำให้ประกอบกิจการได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยในการอนุญาตได้มอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้พิจารณาเอง ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้ จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ตามกฎหมายเดิม คือ พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 ได้กำหนดคำนิยามของผู้ที่เข้าข่ายการเป็นโรงงาน ต้องมีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 5 แรงม้า และมีคนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีกลุ่มโรงงานที่อยู่ภายใต้ พรบ.โรงงานกว่า 140,000 แห่ง แยกเป็นกลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 5-20 แรงม้า มีอยู่ 42,000 แห่ง กลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 21 -50 แรงม้า มีอยู่ 17,000 แห่ง และกลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไปเท่านั้น โดยกลุ่มที่ถูกตัดออกไปนั้น จะให้ อปท. รับหน้าที่ไปบริหารจัดการด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันในอนาคต รัฐก็เตรียมผ่องถ่าย กลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 50-75 แรงม้า และกลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 76-100 แรงม้า ให้ อปท. รับไปบริการในอนาคตด้วย

ขณะเดียวกันยังกำหนดให้เพิ่มบทลงโทษกับโรงงานที่ลักลอบทิ้งกากอุตสหากรรม ปล่อยน้ำเสีย อากาศ หรือมลพิษอื่นๆ จากที่มีเพียงโทษทางแพ่ง ซึ่งมีอายุความเพียงแต่ 1 ปี ให้มีโทษจำคุก 1 ปี ซึ่งเป็นโทษทางอาญาเพิ่มเข้ามา เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการมีความระมัดระวังต่อการกระทำผิดมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจากเดิมที่คิด ใบละ 100,000 บาท เป็นใบละ 1 ล้านบาทด้วย

credit: http://www.dailynews.co.th/economic/507116

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นายสุรินทร์ สินรัตน์ ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม สำนักนายกรัฐมนตรี และนายอภิพงศ์ สัทธาพงศ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ระยอง และคณะ ได้เข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรม ในบริเวณบ่อลูกรังกลางสวนยางพารา พื้นที่หมู่ 4 ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ภายหลังชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ได้ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม อ.ปลวกแดง ว่าพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในบ่อลูกรังแห่งนี้ ซึ่งมีนายทุนรายหนึ่งเป็นเจ้าของ

ทั้งนี้ ทางชาวบ้านที่ร้องเรียนกรณีที่เกิดขึ้น ระบุว่ามีการดำเนินการมานานกว่า 3 เดือนแล้ว จึงหวั่นเกรงว่ากากอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลให้แหล่งน้ำในธรรมชาติเกิดการปนเปื้อน เมื่อน้ำที่ไหลผ่านมีการชะล้างลงสู่คลองสาธารณะ รวมทั้งสารที่ซึมลงชั้นใต้ดิน

จากการตรวจสอบคณะเจ้าหน้าที่ พบว่ามีการถมกากอุตสาหกรรมซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเทา มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวคล้ายกากมันสำปะหลัง กองเต็มพื้นบ่อลูกรังกลางสวนยางพาราดังกล่าวนอกจากนี้บางจุดยังพบด้วยว่ามีน้ำท่วมถึงทำให้เกิดฟองเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านต่างวิตกกังวล ว่าจะได้รับผลกระทบในระยะยาว ทั้งน้ำที่ไหลลงคลองสาธารณะและที่ซึมลงน้ำใต้ดิน

นายสุรินทร์กล่าวว่า ได้เก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรมดังกล่าวไปตรวจสอบว่าเป็นกากอุตสาหกรรมประเภทใด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ขณะเดียวกัน ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ลงบันทึกประจำไว้ก่อนเพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานจะต้องดำเนินการตามที่มีการร้องเรียนและหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป

credit : http://www.naewna.com/local/223534

สมัครรับจดหมายข่าว

กรอก e-mail ของท่านเพื่อรับจดหมายข่าว: