Login to your account

Username
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name
Username
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *

"ครม.ปลดล็อกโรงงานเล็ก 60,000 แห่ง ไม่ต้องขอใบอนุญาต ให้อปท.ไปดูกันเอง หวังอำนวยความสะดวกให้เอสเอ็มอี แต่เข้มเพิ่มบทลงโทษคนปล่อยของเสีย ติดคุก 1 ปี เพิ่มค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตจากใบละ 1 แสน เป็น 1 ล้านบาท"

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. โรงงานฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายเก่าที่ใช้มานานกว่า 20 ปี ให้ทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการปลดล็อคให้กับกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก ที่มีเครื่องจักรกำลังต่ำกว่า 50 แรงม้า และมีคนงานต่ำกว่า 50 คน รวม 60,000 ราย ไม่ต้องมาอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ และไม่ต้องขออนุญาตประกอบกิจการตาม พรบ. โรงงาน ทำให้ประกอบกิจการได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยในการอนุญาตได้มอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นผู้พิจารณาเอง ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้ จะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบ ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ตามกฎหมายเดิม คือ พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 ได้กำหนดคำนิยามของผู้ที่เข้าข่ายการเป็นโรงงาน ต้องมีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 5 แรงม้า และมีคนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีกลุ่มโรงงานที่อยู่ภายใต้ พรบ.โรงงานกว่า 140,000 แห่ง แยกเป็นกลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 5-20 แรงม้า มีอยู่ 42,000 แห่ง กลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 21 -50 แรงม้า มีอยู่ 17,000 แห่ง และกลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไปเท่านั้น โดยกลุ่มที่ถูกตัดออกไปนั้น จะให้ อปท. รับหน้าที่ไปบริหารจัดการด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันในอนาคต รัฐก็เตรียมผ่องถ่าย กลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 50-75 แรงม้า และกลุ่มที่มีเครื่องจักรกำลังตั้งแต่ 76-100 แรงม้า ให้ อปท. รับไปบริการในอนาคตด้วย

ขณะเดียวกันยังกำหนดให้เพิ่มบทลงโทษกับโรงงานที่ลักลอบทิ้งกากอุตสหากรรม ปล่อยน้ำเสีย อากาศ หรือมลพิษอื่นๆ จากที่มีเพียงโทษทางแพ่ง ซึ่งมีอายุความเพียงแต่ 1 ปี ให้มีโทษจำคุก 1 ปี ซึ่งเป็นโทษทางอาญาเพิ่มเข้ามา เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการมีความระมัดระวังต่อการกระทำผิดมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจากเดิมที่คิด ใบละ 100,000 บาท เป็นใบละ 1 ล้านบาทด้วย

credit: http://www.dailynews.co.th/economic/507116

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นายสุรินทร์ สินรัตน์ ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อม สำนักนายกรัฐมนตรี และนายอภิพงศ์ สัทธาพงศ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ระยอง และคณะ ได้เข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรม ในบริเวณบ่อลูกรังกลางสวนยางพารา พื้นที่หมู่ 4 ต.ละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ภายหลังชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ได้ร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม อ.ปลวกแดง ว่าพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในบ่อลูกรังแห่งนี้ ซึ่งมีนายทุนรายหนึ่งเป็นเจ้าของ

ทั้งนี้ ทางชาวบ้านที่ร้องเรียนกรณีที่เกิดขึ้น ระบุว่ามีการดำเนินการมานานกว่า 3 เดือนแล้ว จึงหวั่นเกรงว่ากากอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลให้แหล่งน้ำในธรรมชาติเกิดการปนเปื้อน เมื่อน้ำที่ไหลผ่านมีการชะล้างลงสู่คลองสาธารณะ รวมทั้งสารที่ซึมลงชั้นใต้ดิน

จากการตรวจสอบคณะเจ้าหน้าที่ พบว่ามีการถมกากอุตสาหกรรมซึ่งมีลักษณะเป็นผงสีเทา มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวคล้ายกากมันสำปะหลัง กองเต็มพื้นบ่อลูกรังกลางสวนยางพาราดังกล่าวนอกจากนี้บางจุดยังพบด้วยว่ามีน้ำท่วมถึงทำให้เกิดฟองเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นจุดที่ชาวบ้านต่างวิตกกังวล ว่าจะได้รับผลกระทบในระยะยาว ทั้งน้ำที่ไหลลงคลองสาธารณะและที่ซึมลงน้ำใต้ดิน

นายสุรินทร์กล่าวว่า ได้เก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรมดังกล่าวไปตรวจสอบว่าเป็นกากอุตสาหกรรมประเภทใด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ขณะเดียวกัน ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ลงบันทึกประจำไว้ก่อนเพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานจะต้องดำเนินการตามที่มีการร้องเรียนและหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป

credit : http://www.naewna.com/local/223534

วันที่ 1 กรกฎาคม เมื่อเวลา 10.00 น. นายเดชา รอดระรัง ประมงจังหวัดยโสธร นำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณสวนสาธารณะบุ่งน้อย บุ่งใหญ่ ริมแม่น้ำชี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร ชี้แจงกรณีเกิดเหตุการณ์ปลาธรรมชาติ และปลาที่เกษตรกรเลี้ยงในกระชังลอยตายในแม่น้ำชี ในช่วงเช้าของวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำ มีค่าปริมาณออกซิเจนที่วัดได้ ในช่วงเวลา 11.00 น. มีค่าเท่ากับ 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งโดยปกติแล้ว ค่าปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสมคือ ควรมีมากกว่า 3.0 มิลลิกรัมต่อลิตร มีผลทำให้ปลาต้องลอยขึ้นมารับออกซิเจนบนผิวน้ำ หรือบางส่วนอาจว่ายไปยังที่ที่มีปริมาณออกซิเจนที่สูงกว่า

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะปริมาณออกซิเจนต่ำนั้น มาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ได้แก่ ในช่วงฤดูแล้ง เขื่อนยโสธรที่กันแม่น้ำชี ไม่ได้เปิดระบายน้ำตามนโยบายแก้ปัญหาภัยแล้ง ทำให้แม่น้ำชีกลายสภาพเป็นแหล่งน้ำนิ่ง , ปริมาณผักตบชวาในลำน้ำชีมีมาก แสงแดดส่องลงไปไม่ถึงน้ำ , จุดเกิดเหตุปลาตาย มีปริมาณตะกอนสะสมมาก , ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ไม่มีแสงแดด แพลงก์ตอนพืชสังเคราะห์ไม่ได้ จนเมื่อเขื่อนยโสธรเปิดระบายน้ำ ทำให้ตะกอนจากต้นน้ำที่ขุ่นมากพัดมาบรรจบ นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้สั่งการให้โครงการชลประทานยโสธรประสานกับเขื่อนยโสธรเพิ่มอัตราการปล่อยน้ำจากเดิมช่วงเกิดเหตุ 74 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มเป็น 121 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  และในวันที่ 1 ก.ค. 2559 ได้เพิ่มการปล่อยน้ำอีกเป็น 164 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการแก้ปัญหา โดยช่วงเช้าของวันที่ 1 ก.ค.2559 ได้ทำการวัดค่าปริมาณออกซิเจนในแม่น้ำชี ได้ 2.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งคาดว่า ค่าออกซิเจนในน้ำจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ปกติในเร็ววันนี้

credit: http://www.matichon.co.th/news/196644

 

ชาวบ้าน ต.ละหาร จ.ระยอง เผยรถหัวลากปริศนานำสารเคมีมาเททิ้งริมคลองสาธารณะส่งผลให้ปลาในคลองตายเกลื่อน หญ้ารอบๆ ก็ตายตามไปด้วย ขณะที่น้ำในคลองนี้เป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อใช้ผลิตน้ำประปาภายในพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่เติมออกซิเจนแล้ว

 

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 59 นางมาลัย ทองคำ ปลัดป้องกัน อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง และนายสรยุทธ พฤธิ์ไพฑูรย์ นายก อบต.ละหาร ได้รับรายงานจากชาวบ้านว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา (29 มิ.ย.) มีหัวลากหรือรถเทรลเลอร์ นำสารเคมีมาทิ้งป่าหญ้าข้างทาง บริเวณริมถนนปลวกแดง-บ้านค่าย บ้านพงลำดวน ม.3 ต.ละหาร อ.ปลวกแดง ทำให้น้ำในสระขนาด 20 ไร่ หลัง อบต.ละหารที่เป็นน้ำดิบเพื่อทำน้ำประปามีสีดำ ปลาจำนวนมากหลายร้อยตัว ปลาบึก ปลานิล ได้ลอยตายเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า หญ้าข้างทางตายกว่า 100 เมตร ซึ่งสารเคมีบางส่วนได้ไหลซึมลงดิน และไหลตามรางน้ำยาวระยะ 3 กิโลเมตร มาลงที่สระน้ำดิบหลัง อบต.ละหาร ขนาด 20 ไร่ ซึ่งมีปลาหลากชนิด เช่น ปลาบึกขนาด 200-300 กิโลเมตร ปลานิล หลายร้อยตัวได้ลอยตายเกลื่อน ชาวบ้านได้มาช้อนจับไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งทาง อบต. ได้นำเครื่องปั่นน้ำเพื่อผลิตออกซิเจนเร่งด่วน

 

นางมาลัย กล่าวว่า ทางหน่วยงานรัฐของระยองได้รับทราบแล้ว และเก็บตัวอย่างน้ำส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาบตาพุด เพื่อตรวจในห้องแล็บ พิสูจน์น้ำสารเคมีนี้เป็นอะไร และทางอบต.ก็จะเฝ้าระวังไม่ให้รถมาทิ้งอีก รวมถึงห้ามชาวบ้านอย่านำปลาไปรับประทานกลัวว่าอาจจะมีพิษ โดยทาง อบต.ได้ระดมกำลังเพื่อทำออกซิเจนเร่งให้น้ำกลับคืนสภาพเดิม ส่วนการนำน้ำดิบไปผลิตเป็นน้ำประปานั้นต้องใช้แหล่งอื่นไปก่อน โดยพื้นที่ดังกล่าวยังมีแหล่งผลิตน้ำอีก 3 จุดด้วยกัน

 

Credit : http://www.thairath.co.th/content/651789

 

สมัครรับจดหมายข่าว

กรอก e-mail ของท่านเพื่อรับจดหมายข่าว: